ที่ยังเล็กอยู่ไม่สามารถหากินเองได้ เมื่อข้าพเจ้าเลี้ยงเขาในตอนนี้ ต่อไปยามข้าพเจ้าแก่เฒ่า เขาก็จะ เลี้ยงตอบแทนจัดเป็นการให้เขา ” “ รวงที่สาม เอาไปฝังไว้ คือ เอาไปทำบุญด้วยการให้ ทานกับนกที่แก่ ชรา นกที่พิการหรือเจ็บป่วยไม่สามารถหากินได้ เท่ากับเอาไปฝังไว้ เพราะบัณฑิต ทั้งหลายกล่าวเอาไว้ว่า การทำบุญเป็นการฝังขุมทรัพย์ไว้ ” ชาวนาได้ฟังแล้วเกิดความเลื่อมใสว่า นกนี้ เป็นนกกตัญญูพ่อแม่ เป็นนกที่มีความเมตตาต่อลูกน้อย ใจบุญมีปัญญารอบคอบ มองการณ์ ไกลพญานกได้อธิบายต่อไปว่า “ ข้าวสาลีที่ข้าพเจ้ากินเข้าไปนั้น ก็เปรียบเหมือนเอาทิ้งลง ไปในเหวไม่รู้จักเต็ม เพราะข้าพเจ้าต้องมา กินทุกวัน วันนี้กินแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องมากินอีก กินเท่าไรก็ไม่รู้จักเต็ม จะไม่กินก็ไม่ได้เพราะท้องหิวก็เป็นทุกข์ ” ชาวนาฟังแล้วจึง กล่าวว่า “ พญานกผู้มีปัญญา ทีแรกข้าพเจ้าคิดว่าท่านเป็นนกที่โลภมาก เพราะนกตัวอื่น
เขาหากินเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ไม่คาบอะไรไป ส่วนท่านบินมาหากินแล้วก็ยังคาบรวงข้าวกลับ ไปอีก แต่พอฟังท่านแล้วจึงรู้ว่าท่านไม่ได้คาบไปเพราะความโลภแต่คาบไปเพราะความดีคือเอา ไปเลี้ยงพ่อแม่ เอาไปเลี้ยงลูกน้อย และเอาไปทำบุญ ท่านทำดีจริง ๆ “ ชาวนามีจิตเลื่อมใสใน พญานกมาก จึงแก้เครื่อง ผูกออกจากเท้าพญานก ปล่อยให้เป็นอิสระแล้วมอบนาข้าวสาลีให้ พญานกรับนาข้าวสาลีไว้เพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งกะคะเนแล้วว่าเพียงพอต่อบริวาร จากนั้นจึงให้โอวาท แก่ชาวนาว่า “ ขอให้ท่านเป็นผู้ไม่ประมาท หมั่น สั่งสมกุศลด้วยการทำทาน และเลี้ยงดู พ่อ แม่ ผู้แก่เฒ่าด้วยเถิด ” ชาวนาได้คติจากข้อปฏิบัติของพญานก จึงตั้งใจทำบุญกุศลตั้งแต่นั้นมาจน ตลอดชีวิต นกแขกเต้าผู้มีปัญญารู้ว่าควรบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อ ตนเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคม นับเป็นการใช้ทรัพย์อย่างชาญฉลาด ที่ยิ่งใช้ก็ยิ่งมี ความสุขความเจริญ สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ สุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น