วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

ความลับของเหรียญ

ความลับของเหรียญ
ในค่ำคืนนึง... ของเด็กหญิง 9 ขวบ หลังจากกราบพระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้ว
คุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบแล้วบอกลูกว่า พ่อมีอะไรให้ดูซึ่งสำคัญมาก
ว่าแล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อเอามือกำไว้

พ่อถามว่าอยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ ลูกพยักหน้า
ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที ลูกทำตาม... คุณพ่อว่า ไม่พอ ต้อง 5 ที
และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง 15 ที จนลูกอุทธรณ์...
ก็ลูกอยากทราบนี่คะว่าเป็นอะไร
เมื่อคุณพ่อแบมือออก มันคือเหรียญ 5 บาทธรรมดานี่เอง

คุณพ่อหัวเราะ ! ! ! แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเดิม ถามว่าอยากดูอีกมั้ย
ถ้าอยากดูต้องเขกพื้น 10 ที ลูกว่าหนูรู้แล้ว ไม่อยากดูค่ะ
คุณพ่อว่า เอ้า... เขกพื้น 1 ทีก็ได้ ลูกก็บอก ว่าทราบแล้ว ไม่อยากดูอีกแล้วเบื่อ
คุณพ่อเลยพูดขึ้นว่าให้ดูฟรี ๆ ก็ได้แล้วก็แบมือออก
ลูกก็เพียงแต่ชำเลืองดูโดยไม่สนใจใยดีใดใด

คุณพ่อเลยพูดว่า " นี่ละลูก อะไรที่เป็นความลับ คนมักยอมทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา
แต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว ให้ดูฟรี ๆ ยังไม่อยากดูเลย
แล้วสิ่งที่พึงหวงแหนสำหรับลูกผู้หญิง เป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไร
ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรี........."
 


25 วิธีมีความสุข

25 วิธีมีความสุข
คิดใหม่ ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนที่ป่วยหนักหรือเผชิญกับอุบัติเหตุใกล้ตาย เห็นโศกนาฏกรรมหรือสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักมักมีมุมมองชีวิตที่ต่างออกไป หลายคนบอกว่าจะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้ว จะท่องเที่ยวไปในโลกกว้างหรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูง เราทุกคนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี "พรุ่งนี้" ก็ได้

มองในแง่มุมอื่นบ้าง
ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจำคุณในด้านใด หรือหากวันหนึ่งต้องเล่าเรื่องชีวิตตนเองให้หลานๆ ฟัง คุณจะเล่าอะไร คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกสัปดาห์และถูบ้านทุกวันหรือ แล้วที่คุณพลาดการแสดงละครของลูกที่โรงเรียนเมื่อปีที่แล้วเพราะติดประชุมเล่า ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมองย้อนกลับไป

อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ
ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากคนขับรถคันข้างๆ ไม่ยอมให้คุณเบียดเข้าเลนก็ยิ้มและโบกมือให้เขาไปเลย แล้วจะหงุดหงิดไปทำไมหากพลาดรถเที่ยวเช้า หากาแฟดื่มขณะนั่งรอคันต่อไปดีกว่า

จดบันทึก
เขียนเล่าถึงสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวัน การจดบันทึกยังช่วยแก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่รกสมองออกไปได้ด้วย ลองเริ่มเขียนตั้งแต่วันนี้ รับรองได้ผลแน่

ทำงานยากให้เสร็จ
ลงมือได้แล้วอย่าผัดวันประกันพรุ่ง โอ้เอ้ไปก็มีแต่ทำให้หนักใจเหนื่อยกาย ไหนๆ งานนี้ก็ต้องทำโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ก็น่าจะทำให้เสร็จแทนที่จะมัวกังวลและคิดจนรกสมอง

เลิกทำตัวจำเจ
ชีวิตคงหน้าเบื่อหากทำอะไรซ้ำซากทุกวันทุกสัปดาห์ เราน่าจะมีเรื่องแปลกใหม่มาทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวยบ้าง ถ้าเอาแต่นอนตื่นสายทุกวันอาทิตย์ก็น่าจะลุกขึ้นมาแต่เช้าไปกินอาหารอร่อยๆ นอกบ้าน หรือไปตลาดแล้วจ่ายกับข้าวมาทำอาหารมื้ออร่อยกินกันที่บ้าน

อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น
ใครจะมีสระว่ายน้ำ เครื่องเสียงแพงๆ รุ่นล่าสุด หรือรถหรูใหม่เอี่ยมไม่ต้องสนใจ หากดูให้ดีๆ คุณอาจพบว่าคนพวกนี้ต้องทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน ไม่มีเวลาเจอหน้าคนในบ้านหรือเพื่อนฝูง หรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปี แล้วชีวิตอย่างนี้ดีจริงหรือ

กำจัดข้าวของรกในบ้าน
เสื้อผ้าที่ไม่เคยใส่มาเป็นปี เครื่องครัวที่ตั้งอยู่ตรงนั้นจนน้ำมันจับเป็นคราบหนา ไหนจะของเล่น หนังสือเก่า และเครื่องเรือน ยกไปบริจาคเถิด นอกจากจะได้บุญแล้ว ชั้นวางของและห้องต่างๆ ในบ้านจะโล่งและเป็นระเบียบมากขึ้น

รู้จักเอ่ยคำว่า
"ไม่" ไม่ต้องลงมือทำเองทุกเรื่องเพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้ว ไหนจะต้องทำเรื่องโน้น สะสางเรื่องนี้ ปล่อยให้สมองมีที่ว่างเพื่อคิดหรือทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง

รดน้ำต้นรัก
รักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็น ที่คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นเป็นความจริงหรือ (คิดให้ดีก่อนตอบ) ของทุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมเป็นธรรมดา ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็เช่นกัน ต้องมีการดูแลใส่ใจกันบ้าง

อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า
หากคุณให้เกียรติเพื่อนหรือผู้อื่น คู่ครองหรือคนในครอบครัวคุณก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน และคุณเองก็ควรได้เกียรติจากคนในครอบครัวเช่นกัน

มอบความรักให้ครอบครัวและเพื่อนๆ
อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่าคุณรักพวกเขาตรงไหน เมื่อเขาทำอะไรดีๆ ให้ก็กล่าวคำชื่นชมบ้าง คำชมเล็กๆ น้อยๆ ไม่เคยทำร้ายใคร

อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง
หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณ ก็ไม่ต้องฝืนทำตัวเป็นเสาหลักให้เขาพิงอยู่เรื่อยไป ให้เพื่อนหัดแก้ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง
ติดต่อเพื่อนเก่า คุณอาจขาดการติดต่อกับเพื่อนไปนาน แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ หรือเขียนจดหมายถึงเขา และนานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้คุยกับป้า ท่านอยากได้ยินเสียงคุณจะแย่แล้ว
บำรุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ดอกไม้สดจากสวน หรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ ผักผลไม้ราคาไม่แพงมาแต่งบ้านให้สดใส คุณเคยมีสวนกระถางในบ้านไม่ใช่หรือ นำกลับมาอีกครั้ง แล้วบ้านคุณจะชุ่มชื่นมีชีวิตชีวาแน่นอน
ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำบนผืนทราย และแสงแดดระยับ ไม่มีอะไรทำให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว
สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน งานปั้น เย็บปักถักร้อย อบขนม จัดสวน หรืออะไรก็ได้
สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้างๆ สูดหายใจให้เต็มปอด คุณจะรู้สึกว่าอากาศเสียถูกขับออกจากตัว 
ออกไปเดินเล่น การออกกำลังเบาๆ จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณทั้งร่างกายและจิตใจตั้งแต่เดินเล่นครั้งแรกเลยทีเดียว การออกกำลังสม่ำเสมอจะทำให้คุณกระปรี้กระเปร่าและรู้สึกดีขึ้นทุกวัน

ดูหนังตลกและหัวเราะให้สบายใจ
ร้านให้เช่าวิดีโอมีหนังเบาสมองให้เลือกมากมาย จะเป็นหนังไทยหรือฝรั่งไม่สำคัญ ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาบ้าง

ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน
หรืออาจทาสีห้องและผนังใหม่ด้วย รับรองว่าบรรยากาศที่ได้คุ้มค่าไม่แพ้วันหยุดเลยทีเดียว

รอคอยสิ่งดีๆ
เช่นวันหยุดพักร้อน ออกไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง หรือแม้แต่ไปนวดแผนโบราณ

ชวนเพื่อนมากินมื้อค่ำ
จัดห้องและโต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิม เสิร์ฟเครื่องดื่มค็อกเทลหรือแชมเปญ เปิดเพลงเสริมบรรยากาศ สนุกกับการเตรียมอาหาร ทุกคนจะปลาบปลื้มหากเห็นว่าคุณทุ่มสุดฝีมือ แล้วค่ำคืนนั้นก็จะครึกครื้น

ยิ้มไว้
ยิ้มเป็นโรคติดต่อ ไม่เชื่อก็ลองยิ้มดูสิ

ทำให้คนอื่นมีความสุขบ้าง
ทำเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทำเพื่อคนอื่นบ้าง เริ่มจากอดกลั้นไม่บีบแตรไล่รถที่วิ่งเหมือนเต่าคลาน หรืออาสาช่วยงานกุศล เพียงเท่านี้ การใช้ชีวิตให้สุดคุ้มก็ไม่ยากอย่างที่คิด

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

เรือดำน้ำติดปีก

เรือดำน้ำติดปีก
ภาพแมลงปอน้ำตกเขียวเพศเมียที่ดำน้ำลงไปวางไข่ในลำธารกลางป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ภาพนี้นับว่าหาดูได้ยากมาก เริงฤทธิ์ คงเมือง เล่าที่มาของภาพนี้ว่า “ผมกับเริงชัยกำลังถ่ายช็อตอื่นกันอยู่ บังเอิญเหลือบไปเห็นเจ้าแมลงปอตัวนี้เข้า เลยรีบคว้าอุปกรณ์ลงไปถ่ายทันที”  น่าเสียดายที่สภาพแสงในขณะนั้นไม่ค่อยเป็นใจ ภาพที่ได้จึงไม่สดใสเท่าที่ควร เมื่อทีมงานกองบรรณาธิการจำใจต้องตัดภาพนี้ออกจากสารคดีภาพเรื่องแมลงปอในเล่ม จึงตัดสินใจนำภาพถ่ายที่ไม่ค่อยมีใครเคยพบเห็นมาฝากผู้อ่านในหน้าเก็บตกเดือนนี้ 

คืนชีวิตใหม่ให้แมนจูเรีย


ไม่มีคำว่าถอยหลัง นี่คือสิ่งที่บุรุษเหล็กผู้นี้ตระหนักแน่แก่ใจ
           รถโดยสารเคลื่อนตัวจากถนนดินที่มีรอยล้อรถบดลึกเป็นแนวในหมู่บ้านตงฟา พาคนงานสองสามีภรรยาซึ่งนั่งขดอยู่ที่เบาะหลังออกจากเมืองอันซบเซาใกล้ชายแดนรัสเซีย หญิงสาวถือกระเป๋าเสื้อผ้าสีฟ้าสด ขณะที่ชายหนุ่มแบกชะตากรรมอันหนักอึ้งไม่ต่างจากชาวแมนจูเรียคนอื่นในยุคนี้ เมื่อยี่สิบหกปีก่อน พ่อแม่ตั้งชื่อเขาว่า หวังเถี่ยเหริน หรือบุรุษเหล็กแซ่หวัง ตามชื่อกรรมกรตัวอย่างที่รัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์สร้างขึ้นมาให้ประชาชนยึดถือเป็นแบบอย่าง บุรุษเหล็กผู้สู้งานอย่างไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก คือสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ที่ซึ่งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมและเตาถลุงแร่เพื่อผลักดันความฝันของสาธารณรัฐประชาชน ส่วนบุรุษเหล็กคนใหม่บนรถโดยสารกลับเงียบนิ่ง ร่างกายผอมเกร็ง หน้าผากตกกระปรากฏริ้วรอยความกังวลบน แต่กระนั้นเขาก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของภูมิภาคในยุคใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม เพราะขณะที่ภูมิภาคอื่นรุ่งเรืองอยู่ในกระแสทุนนิยมตามนโยบายรัฐบาล แมนจูเรีย (ซึ่งเป็นชื่อที่ต่างชาติใช้เรียกตงเป่ย์ หรือภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน) ซึ่งเคยเป็นอดีตแห่งความภาคภูมิใจของจีน กลับประสบสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้แมนจูเรียเองก็ต้องไขว่คว้าหาทางแก้ปัญหาเช่นเดียวกับบุรุษเหล็กยุคใหม่ผู้นี้
     ขณะที่รถเคลื่อนตัวออก หวังเหม่อมองไปเบื้องหน้า ขณะที่ซุนจิง ผู้เป็นภรรยา ซบหน้าลงกับท่อนแขน ทั้งคู่ไม่กล้าเหลียวกลับไปมองสิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้ ซึ่งค่อยๆห่างออกไปจากกระจกหลังรถ นั่นคือซือถิง ลูกสาววัยสองขวบที่อยู่ในอ้อมกอดของปู่ เมื่อปีที่แล้ว ทั้งสองจากไปหลังจากซือถิงหย่านมเพียงสิบวัน และเมื่อกลับมาบ้านสองสัปดาห์ก่อน ทั้งคู่เอาเงินที่เก็บหอมรอมริบตลอดปีออกมาอวดด้วยความภูมิใจ ธนบัตรปึกใหญ่ที่มีเงินเกือบ 2,000 เหรียญสหรัฐฯนี้จะเลี้ยงชีวิตซือถิงกับปู่ย่าไปได้อีกปี แต่ซือถิงไม่เข้าใจ หนูน้อยหลบคนแปลกหน้าสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไปแอบมองอย่างกลัวๆอยู่หลังย่า สองสัปดาห์ที่ผ่านมาหวังและซุนใช้อ้อมกอดและขนมล่อหลอกจนซือถิงยอมเรียกทั้งคู่ว่า "หม่าม้า" และ "ปาป๊า" แต่เมื่อถึงเวลาที่ทั้งสองต้องขึ้นรถโดยสารจากไกลไปอีกปี เด็กหญิงกลับไม่อาลัยอาวรณ์ "ผมแทบทนไม่ได้" หวังบอกพลางแตะแขนภรรยาผู้กำลังปาดน้ำตา "แต่เพื่ออนาคตของแก เราไม่มีทางเลือกหรอกครับ" 
     ความฝันถึงอนาคตที่ดีทำให้หวังและภรรยาดั้นด้นเดินทางผ่านสามมณฑลในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ เฮย์หลงเจียง จี๋หลิน และเหลียวหนิง ซึ่งรวมเป็นเขตที่เคยได้ชื่อว่า "แหล่งกำเนิดของอุตสาหกรรมจีน" การเดินทางจากพื้นที่ไกลโพ้นทางตอนเหนืออันสิ้นหวังของแมนจูเรียไปยังจุดหมายใกล้ต้าเหลียน ซึ่งเป็นเมืองท่าทางตอนใต้ที่เจริญรุ่งเรืองกว่า คือภาพสะท้อนของแผนการอันทะเยอทะยานที่รัฐบาลจีนวางไว้สำหรับเขตอุตสาหกรรมเก่าทางตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนี้ เมื่อปี 2003 หลังเข้ารับตำแหน่งไม่นาน ประธานาธิบดีหูจิ่นเทาและนายกรัฐมนตรีเหวินเจียเป่าก็ประกาศโครงการเปลี่ยนแมนจูเรียเป็นจักรกลใหม่แห่งการพัฒนาประเทศ พร้อมคำขวัญสไตล์ทุนนิยมทำนอง "พลิกฟื้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ" สำหรับการลงทุนรอบใหม่ ทางรอดในการแก้วิกฤติของภูมิภาคและปัญหาครอบครัวของบุรุษเหล็กอย่างหวังต้องมีการเสียสละ นั่นคือการหันหลังให้อดีตและออกเดินทางสู่อนาคต ซึ่งแม้จะไม่แน่นอนและไม่มีหลักประกันความสำเร็จ แต่อย่างน้อยการเดินทางก็เริ่มขึ้นแล้ว 
     ทว่าแค่ยี่สิบปีผ่านไป แมนจูเรียก็เปลี่ยนจากขุมพลังของประเทศเป็นดินแดนแห่งความล้าหลัง สวนทางกับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจบริเวณชายฝั่งทางใต้ เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างฉับพลันทำให้เมืองเซี่ยงไฮ้และมณฑลกวางตุ้งทางใต้ของจีนทะยานเข้าสู่กระแสเศรษฐกิจโลก แซงหน้าดินแดนแห่งบุรุษเหล็กไปลิบลับ ผลผลิตทางอุตสาหกรรมของแมนจูเรียลดเหลือไม่ถึงร้อยละ 9 ของประเทศ ขณะที่การพึ่งพารัฐวิสาหกิจซึ่งเคยเป็นข้อได้เปรียบ กลับกลายเป็นข้อด้อยที่ทำให้แมนจูเรียไม่อาจเปิดรับการปฏิรูประบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้ ปัจจุบันสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในแมนจูเรียไม่ใช่แค่อาคารโรงงานเก่าโทรม อันเป็นผลพวงจากแนวคิดสังคมนิยมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพสะท้อนของปัญหารุนแรงที่สุด ซึ่งจีนต้องเผชิญเมื่อเศรษฐกิจทุนนิยมสร้างความเจริญที่ไม่เท่าเทียมกันขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานล้าสมัยหลายพันโรง คนงานถูกปลดหลายล้านคน ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนที่ขยายตัวขึ้นทุกขณะ การทุจริตใที่พบได้ดาษดื่น ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมขั้นรุนแรง และที่สำคัญที่สุดก็คือบรรยากาศที่ประชาชนพร้อมจะลุกฮือขึ้นประท้วงได้ทุกเมื่อ หลี่เฉิง อาจารย์ในนิวยอร์ก กล่าวว่า "รัฐบาลจีนไม่กล้าปล่อยให้สถานการณ์ในแมนจูเรียคุกรุ่นแบบนี้ เพราะหากเกิดอะไรขึ้น ประเทศจะเสียหายเกินเยียวยา" 
    

ที่จอดรถอัตโนมัติ...อนาคตของการจราจร

   หลาย คนที่ขับรถกันอย่างเป็นประจำนั้น นอกจากการจราจรที่ติดขัดแล้ว การหาที่จอดรถก็ยังเป้นเรื่องที่น่าเบื่ออีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเวลาที่ยิ่งรีบแล้วต้องมาหาที่จอดรถคู่ใจก่อนที่จะแจ้นไปทำธุระได้ กลับกลายเป็นเรื่องที่เสียเวลาอย่างมาก

     ที่จอดรถกับบ้านเรานั้น ถือเป็นอะไรที่ค่อนข้างเป้นปัญหาอย่างมาก เช่นเดียวกับเมืองใหญ่หลายๆแห่ง เช่นในกรุงบูดาเปส ประเทศฮังการี่ ที่วันนี้พวกเขามีวิธีใหม่ในการจัดการเรื่องการจอดรถและไม่ทำให้พื้นที่ เปล่าประหรือเสียทัศนียภาพของสถานที่สำคัญๆ
 

 
ที่จอดรถยุคใหม่

     จุตรัสใจกลางเมืองบูดา เปส ใครจะเชื่อว่าใต้พื้นดินนี้คือที่จอดรถยนต์สาธารณะระบบอัตโนมัติที่ใหญ่ที่ สุดในโลกที่สามารถจุดรถได้กว่า 400 คัน และคุณไม่ต้องวนหาที่จอดให้เมื่อยตุ้ม

     การใช้งานที่จอดรถอัตโนมัติแบบนี้นั้นง่ายแสนง่าย เพียงคุณขับเข้ามาในบริเวณลานจอดที่มีอยู่ 5 จุด โดยสังเกตจากลานที่ว่างจะแสดงสัญญาณสีเขียว ที่เมื่อคุณเลี้ยวรถเข้าไปนั้นจะจอกับถาดขนาดใหญ่ที่ภายใต้มันนั้นเป็นลิฟท์ ที่จะพาเจ้ารถคันเก่งของคุณไปจอดยังที่ว่าง

     เมื่อคุณเข้ามาระบบจะทำ การตรวจสอบและให้คำแนะนำที่ถูกต้อง และเมื่อพร้อมก็จะสั่งให้คุณดึงเบรคมือและลงจากรถได้ ก่อนที่คุณจะต้องออกมาตอบคำถามอีกสักเล็กน้อย และเมื่อทุกอย่างถูกเช็คจนแน่ใจแล้ว เครื่องก็จะออกบัตรจอดรถให้คุณ
 

SUZUKI CARIBIAN STYLE WRANGLER TJ SAHARA

     สำหรับการตกแต่งเจ้าคาริเบียนนั้น นอกเหนือจากเรื่องของการตกแต่งระบบช่วงล่างเพื่อเพิ่มสมรรถนะ ยังมีเรื่องของการตกแต่งในอีกหลายด้านที่ช่วยทำให้รถทั้งแรง แกร่ง และสวยได้ตามใจปรารถนา
     อย่าง SUZUKI CARIBIAN สีเหลืองอร่ามคันนี้ (ที่อาจจะคุ้นตากันดี) ของ ธเนศ โรจนกร (ช่างแกะ ออโต้เฮ้าส์) นับเป็นรถที่มีรูปลักษณ์การตกแต่งภายนอกที่สวยเข้าตาทีเดียว กับการปรับโฉมภายนอกให้มีหน้าตาคล้ายรถ JEEP WRANGLER TJ SAHARA แบบเหมือนแฝดคนละฝาเลยทีเดียว
     ขุมพลังเพื่อการขับเคลื่อนไม่ธรรมดา ข้ามค่ายมาคบหากับเครื่องเทอร์โบของ NISSAN รหัส SR20 DET ฝาแดง ขนาด 205 แรงม้า ที่ทำการยิงประจุไอดีตรงเข้าสู่ท่อร่วมไอดีแบบสั้นๆ ไม่ผ่านอินเตอร์คูลเลอร์ ควบคุมอัตราบูสต์ให้คงที่ด้วยเวสต์เกสต์แยกของ HKS พร้อมขยายอ่างน้ำมันเครื่องให้จุน้ำมันเครื่องเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 6 ลิตร ส่งกำลังผ่านชุดคลัตช์ทองแดงผสมผ้าใยหินสู่ระบบเกียร์เมนเป็นของเครื่อง SR 20 DET จับมาชนกับเกียร์ฝากแบบสโลว์ 1,000 ที่นำมาจากบอดี้ SJ410 แบบ 4 ทิศ พ่วงตูดอีกมุมของท้ายเกียร์สโลว์คู่ขนานกับเพลาหลังด้วยวินช์เพลาแบบจรวด 1 ตัว
     ระบบช่วงล่างทำการเซ็ตใหม่ให้สัมพันธ์กับพละกำลังเครื่องยนต์ และการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นคานหน้า และคานหลังที่เปลี่ยนใหม่มาใช้ของTOYOTA PRADO ปี 1971 ที่เป็นระบบเบรกแบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ เสริมประสิทธิภาพการเบรกพร้อมการเข้าโค้งในวงแคบแบบฉบับรถแข่งออฟโรดด้วยเบรกมือแยก ซ้าย-ขวาแยกฝั่ง แบบว่าถ้าจะให้บรรยายก็ขอบอกเลยว่า ช่วงล่างทั้งกระบิ นำเอาของ TOYOTA PRADO มาแปลงใส่ ไม่ว่าจะเป็น กระปุกพวงมาลัยเพาเวอร์ คันชัก-คันส่ง ไปจนถึงชุดคอยล์สปริงก็ยังใช่ ส่วนโช้คอัพทั้งหน้า และหลังที่มีขนาดยาว 26 นิ้ว จำนวน 4 ต้น เลือกเซ็ตโช้คอัพแบบน้ำมันผสมแก๊สของ OLD MAN EMU
     รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแปลกตาจาก CARIBIAN ตู้ปลาคันอื่นที่บริเวณส่วนหลังของรถ ซึ่งมีหน้าตาคล้าย JEEP WRANGLER TJ SAHARA ด้วยวิธีการหั่นบอดี้ออก 12 นิ้ว ก่อนที่จะทำการสร้างหลังคาใหม่ ในส่วนของโป่งข้างรถทั้ง 4 ล้อ ยังได้มีการเสริมแต่งตีขึ้นรูปออกมาให้รับกับขนาดของฐานล้อที่กว้างขึ้น และป้องกันการดีดกระจายของน้ำ และเลนโคลนให้เปรอะเปื้อนกระจกบดบังทัศนวิสัยการขับขี่ ดูๆ ไปแล้ว รูปลักษณ์ของเจ้าเหลืองคันนี้จะคล้ายๆ กับรถแข่งออฟโรดในรุ่น OPEN อยู่เหมือนกัน
   การตกแต่งภายนอกส่วนอื่นๆ ก็มีเช่นกัน อย่างบริเวณกระจกด้านหน้าได้สร้างการ์ดกันกระจกไว้สำหรับใช้งานที่อเนกประสงค์ในการท่องเที่ยวในป่า นอกเหนือจากจะช่วยป้องกันการกระแทกอย่างแรงของฝากระโปรงหน้าของเจ้าคาริเบียนที่เราๆ ท่านๆ ทราบกันดีว่ามันสามารถพิงกับคานบนของกระจกหน้าได้ ดังนั้นเจ้าการ์ดตัวนี้จะช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดจากการดีดขึ้นอย่างแรงของแรงลมที่งัดฝากระโปรงขณะรถวิ่ง อีกทั้งยังสามารถติดตั้งชุดอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อความจำเป็น หรือใช้ผูกยึดสิ่งของต่างๆ ในการค้างแรมในป่าก็ทำได้ ส่วนการตกแต่งภายในก็ไม่เน้นอะไรมาก มีแค่เบาะนั่งตอนหน้าเพียง 2 ตัว นอกนั้นทำการตีโรลบาร์เพิ่มความแข็งแรงให้ห้องโดยสารตลอดคัน และที่บริเวณตอนหน้าของคนนั่งซ้าย ติดตั้งคันโยกสำหรับให้โค-ไดรเวอร์ที่นั่งข้างๆ (ไม่ต้องนั่งเฉย) ช่วยคอนโทรลทิศทางการเบรกในทางแคบ

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

นกแขกเต้ากับชาวนา

 มีนกเขาแขกเต้าฝูงหนึ่งประมาณ ๕๐๐ ตัว อาศัยอยู่ในป่างิ้วบนยอดเขาแห่งหนึ่ง เมื่อถึง เวลา หากิน ฝูงนกเขาแขกเต้าต่างพากันบินไปกินข้าวสาลีในนาของชาวมคธ เมื่อกินข้าวสาลี อิ่มแล้วต่างก็บิน กลับรังด้วยปากเปล่า ๆ ทั้งนั้น ส่วนพญานกแขกเต้าผู้เป็นหัวหน้า เมื่อกินอิ่มแล้วยัง ต้องคาบข้าวสาลีอีก ๓ รวง กลับไปด้วย ชาวนาเห็นก็แปลกใจจึงพยายามดักจับพญานกแขกเต้า ให้ได้ ด้วยการสังเกตที่ยืน ของพญานกนั้นแล้ววางบ่วงดักไว้ วันหนึ่งพญานกถูกจับได้ ชาวนาจึง ถามพญานกว่า “ นกเอ๋ย ท้องของ ท่านคงจะใหญ่กว่าท้องของนกอื่น เพราะเมื่อท่านกินอิ่มแล้วยัง ต้องคาบรวงข้าวกลับอีกวันละ ๓ รวง เป็นเพราะท่านมียุ้งฉาง หรือเป็นเพราะเรามีเวรต่อกันมาก่อน ” พญานกตอบว่า “ ข้าพเจ้าไม่ได้มียุ้งฉาง และเราก็ไม่มีเวรต่อกัน แต่ที่คาบไปสามรวงนั้น รวงหนึ่งเอาไปใช้หนี้เก่า รวงหนึ่งเอาไปให้เขา และอีก รวงหนึ่งเอาไปฝังไว้ ” ชาวนาได้ฟังก็เกิด ความสงสัย จึงถามว่า “ ท่านเอารวงข้าวไปใช้หนี้ใครเอาไปให้ ใคร และเอาไปฝังไว้ที่ไหน ” พญานกแขกเต้าจึงตอบว่า “ รวงที่หนึ่ง เอาไปใช้หนี้เก่า คือเอาไปเลี้ยงดู พ่อแม่เพราะท่าน แก่แล้ว และเป็นผู้มี พระคุณอย่างมาก ทั้งให้กำเนิดและเลี้ยงดูข้าพเจ้าจนเติบใหญ่ นับ ว่าข้าพเจ้า เป็นหนี้ท่านจึงสมควรเอาไปใช้หนี้ ” “ รวงที่สอง เอาไปให้เขาคือเอาไปให้ลูกน้อยทั้งหลาย
ที่ยังเล็กอยู่ไม่สามารถหากินเองได้ เมื่อข้าพเจ้าเลี้ยงเขาในตอนนี้ ต่อไปยามข้าพเจ้าแก่เฒ่า เขาก็จะ เลี้ยงตอบแทนจัดเป็นการให้เขา ” “ รวงที่สาม เอาไปฝังไว้ คือ เอาไปทำบุญด้วยการให้ ทานกับนกที่แก่ ชรา นกที่พิการหรือเจ็บป่วยไม่สามารถหากินได้ เท่ากับเอาไปฝังไว้ เพราะบัณฑิต ทั้งหลายกล่าวเอาไว้ว่า การทำบุญเป็นการฝังขุมทรัพย์ไว้ ” ชาวนาได้ฟังแล้วเกิดความเลื่อมใสว่า นกนี้ เป็นนกกตัญญูพ่อแม่ เป็นนกที่มีความเมตตาต่อลูกน้อย ใจบุญมีปัญญารอบคอบ มองการณ์ ไกลพญานกได้อธิบายต่อไปว่า “ ข้าวสาลีที่ข้าพเจ้ากินเข้าไปนั้น ก็เปรียบเหมือนเอาทิ้งลง ไปในเหวไม่รู้จักเต็ม เพราะข้าพเจ้าต้องมา กินทุกวัน วันนี้กินแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องมากินอีก กินเท่าไรก็ไม่รู้จักเต็ม จะไม่กินก็ไม่ได้เพราะท้องหิวก็เป็นทุกข์ ” ชาวนาฟังแล้วจึง กล่าวว่า “ พญานกผู้มีปัญญา ทีแรกข้าพเจ้าคิดว่าท่านเป็นนกที่โลภมาก เพราะนกตัวอื่น
เขาหากินเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ไม่คาบอะไรไป ส่วนท่านบินมาหากินแล้วก็ยังคาบรวงข้าวกลับ ไปอีก แต่พอฟังท่านแล้วจึงรู้ว่าท่านไม่ได้คาบไปเพราะความโลภแต่คาบไปเพราะความดีคือเอา ไปเลี้ยงพ่อแม่ เอาไปเลี้ยงลูกน้อย และเอาไปทำบุญ ท่านทำดีจริง ๆ “ ชาวนามีจิตเลื่อมใสใน พญานกมาก จึงแก้เครื่อง ผูกออกจากเท้าพญานก ปล่อยให้เป็นอิสระแล้วมอบนาข้าวสาลีให้ พญานกรับนาข้าวสาลีไว้เพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งกะคะเนแล้วว่าเพียงพอต่อบริวาร จากนั้นจึงให้โอวาท แก่ชาวนาว่า “ ขอให้ท่านเป็นผู้ไม่ประมาท หมั่น สั่งสมกุศลด้วยการทำทาน และเลี้ยงดู พ่อ แม่ ผู้แก่เฒ่าด้วยเถิด ” ชาวนาได้คติจากข้อปฏิบัติของพญานก จึงตั้งใจทำบุญกุศลตั้งแต่นั้นมาจน ตลอดชีวิต นกแขกเต้าผู้มีปัญญารู้ว่าควรบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อ ตนเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคม นับเป็นการใช้ทรัพย์อย่างชาญฉลาด ที่ยิ่งใช้ก็ยิ่งมี ความสุขความเจริญ สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ สุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

กลวิธีคลายเครียด


ความเครียดทางอารมณ์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนไม่มากก็น้อย ความเครียดอาจจะเกิดจากปฏิกิริยาในตัวเราเอง เช่น ปวดท้องอึขณะที่ขับรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน หรือความเครียดที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น หุ้นตก สูญเสียเงิน ถูกโกงแชร์ เป็นนายกโดนปฎิวัติ ฯลฯ

ความเครียดขนาดน้อยๆ เป็นเรื่องปกติ ไม่มีปัญหา แต่อาจจะมีประโยชน์ ที่ทำให้เราพยายามเอาชนะมัน ทำให้เรามีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย เช่น เครียดเพราะกลัวสอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ จึงทำให้ขยันเรียน แต่ความเครียดถ้ามีขนาดมาก ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ความเครียดอาจจะทำให้ภูมิต้านทานโรคลดลง ทำให้เป็นหวัดง่าย เริมกำเริบ หรือในบางคนอาจจะเกิดโรคจู๋หมดน้ำยา หรือถึงขนาดฆ่าตัวตาย

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านความเครียด แนะนำหลักการลดความเครียดไว้หลายอย่าง ขั้นแรกหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเครียด เขาให้คำนิยามของสาเหตุความเครียดไว้ว่า มันคือภาวะที่บีบคั้น ที่เกินความสามารถของเราที่จะตอบสนองได้ 
ความสามารถในการตอบสนองต่อความเครียด ขึ้นกับพันธุกรรม บุคลิกภาพ ประสบการณ์ของชีวิตของเรา เช่น คนบางคนอาจจะเครียด เมื่อต้องขึ้นไปร้องเพลงบนเวที แต่บางคนชอบมาก เนื่องจากมีพันธุกรรม หรือบุคลิกของความไม่ขี้อายชอบแสดงออก บางคนเข้าใกล้หมาแล้วเครียดมาก เนื่องจากมีประสบการณ์โดนหมากัดตอนที่ยังเด็ก
สาเหตุของความเครียดหลายอย่าง มันเห็นได้เข้าใจได้เด่นชัด เช่น พ่อหรือแม่เสียชีวิต ลูกไม่สบาย แฟนเลิกร้าง กิ๊กเลิกรา หางานทำ ไม่ได้ ถูกไล่ออกจากงาน หาเงินไม่พอใช้ เป็นหนี้พนันบอล ฯลฯ แต่ความเครียดเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก็ไม่ควรมองข้าม เช่น ต้องขับรถฝ่าจราจรไปส่งหรือรับลูกที่โรงเรียนทุกวัน เพื่อนร่วมงานนิสัยไม่ดี คอมฯ มีปัญหาแฮงค์บ่อยทำให้ต้นฉบับหาย น้ำมันราคาแพง ความเครียด เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ถ้าเป็นอยู่นานๆ ก็สามารถสร้างความเสียหาย ให้กับชีวิตร่างกายหรือสุขภาพของเราได้มาก เพราะมันกระตุ้นร่างกายเรา ให้หลั่งฮอร์โมนความเครียดตลอดเวลา ทำให้เกิดโรคขึ้น เช่น ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ แล้วตามมาด้วยอัมพาตอัมพฤกษ์

กลวิธีคลายเครียดที่ผู้รู้แนะนำไว้ และคุณสามารถเลือกเอาไปใช้ได้มีหลายอย่าง คือ
จดบันทึกประจำวัน
 
จดบันทึกประจำวันสักหนึ่งสัปดาห์ ให้สังเกตดูว่าเหตุการณ์หรือสถานการณ์ใด ที่เราตอบสนองทางกาย ใจ หรืออารมณ์ในทางลบ และให้จดวันเวลาของเหตุการณ์ไว้ด้วย เขียนบรรยายเหตุการณ์เอาไว้ย่อๆ เราอยู่ในเหตุการณ์ตรงไหน มีใครเกี่ยวข้องบ้าง อะไรเป็นสาเหตุของความเครียด และบรรยายถึงการตอบสนองของเรา ต่อความเครียดนั้นด้วย อาการทางกายของเราเป็นอย่างไร เช่น หัวใจเต้นแรง ใจสั่น เหงื่อแตก ความรู้สึกของเราเป็นอย่างไร เราพูดอะไร หรือทำอะไรลงไปบ้าง เสร็จแล้วให้คะแนนความเครียดของเราจาก 1 ถึง 5 (น้อยไปมาก)
 
จดบันทึกรายการของสิ่งหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่บีบคั้นเราให้ใช้เวลา และพลังงานกับมันในหนึ่งสัปดาห์ว่ามีอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น การงานที่เราทำอยู่ งานอาสาสมัคร ขับรถพาลูกไปเรียนพิเศษ ดูแลพ่อหรือแม่ที่แก่เฒ่า เสร็จแล้วให้คะแนนความมากน้อยของความเครียดที่ เราประสบจาก 1 ถึง 5 เหมือนข้างบน
ี้หลังจากนั้น เราก็มานั่งพิจารณาสิ่งที่เราจดบันทึกไว้ พิจารณาสิ่งที่เราคิดว่าทำให้เราเครียดมากๆ แล้วเลือกขึ้นมาอย่างหนึ่ง เพื่อทำการวิเคราะห์โดยใช้เทคนิคที่ใช้แก้ปัญหาดังนี้

ปรับปรุงทักษะการใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทักษะนี้สามารถทำให้คุณเก่ง ในการแยกแยะเป้าหมาย และให้ความสำคัญก่อนหลังของสิ่งที่เราต้องทำ ซึ่งจะช่วยลดความเครียดในชีวิตได้ ให้ใช้ทักษะต่างๆ ดังต่อไปนี้ช่วยลด ความเครียด
 
สร้างความคาดหมายที่เป็นไปได้จริง และขีดเส้นตายให้กับงานที่เราจะทำ และทำการตรวจสอบความก้าวหน้าเป็นประจำ
 
จัดระเบียบบนโต๊ะทำงาน กำจัดกระดาษที่ไม่มีความสลักสำคัญ โดยการโยนมันทิ้งไป
 
เขียนรายการแม่บทของสิ่งที่เราต้องทำก่อนหลังประจำวันแล้วทำตามนั้น
 
ตลอดทั้งวันที่ทำงานหมั่นเช็ครายการ แม่บทที่เราทำไว้ ว่าเราได้ทำเสร็จไปตามลำดับก่อนหลังที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า
 
หัดใช้สมุดนัดที่เขาเรียกว่าแพลนเนอร์ เพื่อจดบันทึกสิ่งที่เราวางแผนจะทำล่วงหน้า เป็นวัน เป็นเดือน หรือเป็นปี หรือเขียนรายการแม่บทตามที่กล่าวข้างบนนั้น เป็นรายการที่ต้องทำก่อน-หลังประจำวัน ลงบนแพลนเนอร์ด้วย แล้วทำไปตามนั้น และทำการประเมินผลประจำวัน จะเกิดผลดี ไม่เกิดความยุ่งยาก สับสน ผิดนัด ใช้แพลนเนอร์เก็บเบอร์โทรศัพท์ และที่อยู่ของคนสำคัญหรือลูกค้า เพื่อความสะดวกใน การค้นหาติดต่อ ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ผิดพลาดเสียเวลาน้อยลง มีเวลาทำงาน อย่างอื่นหรือรื่นเริงมากขึ้น
 
สำหรับการทำงานหรือโครงการที่มีความสำคัญมาก ให้กันเวลาที่ห้ามใครมารบกวนไว้ต่างหาก เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่องและเป็น ความลับ
หลีกเลี่ยงความเบื่อหน่ายหมดไฟในการทำงาน

ถ้าคุณมีความรู้สึกหมดไฟ ไม่อยากทำงาน หรือเครียดมากเป็นเวลานานเป็นสัปดาห์ ความรู้สึกนี้จะมีผลต่อความสัมพันธ์ในทางอาชีพ และในชีวิตส่วนตัวหรือในการทำมาหากินของคุณได้

ความอัดอั้นตันใจที่มากล้น ความรู้สึกเมินเฉยต่อการงาน ความหงุดหงิดรำคาญใจเป็นเวลายาวนาน ความขุนเคืองใจ และมีความโน้มเอียงที่จะโต้เถียงเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้ เป็นตัวชี้บ่งถึงอาการหมดไฟในการทำงาน ซึ่งจำเป็นต้อง ได้รับการจัดการเยียวยาให้มันดีขึ้น ผู้เชี่ยวชาญเขาแนะนำกลยุทธในการต่อสู้ดังนี้
 
ดูแลตัวเองให้สุขภาพดี กินอาหารให้ครบห้าหมู่ กินให้ครบทุกมื้อรวมทั้งอาหารเช้า กินในขนาดที่พอประมาณ (ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม) นอนให้เพียงพอ และออกกำลังกายสม่ำเสมอให้พอเหมาะ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ร่างกายของท่านแข็งแรง สามารถสู้กับความเครียดทางกายและใจได้ดี
 
สร้างสัมพันธไมตรีกับเพื่อนในที่ทำงานและนอกที่ทำงาน หาเพื่อนสนิทที่เราสามารถบ่นเรื่องคับข้องใจ ปรับทุกข์เรื่องการงานให้ฟังได้ ทำให้มีหนทางในการแก้ปัญหา ที่ก่อความเครียดของเราได้ หลีกเลี่ยงการคบค้ากับคนที่เรามีความรู้สึกไม่ดี คนไม่จริงใจ ไม่เป็นกัลยาณมิตร เพราะจะยิ่งจะตอกย้ำความรู้สึกย่ำแย่ให้มากขึ้น ในมงคลสูตรก็กล่าวไว้ให้คบคนดี หลีกหนีคนพาล มองหากัลยาณมิตร
 
รู้จักลาพักผ่อน ลาพักร้อน วาเคชั่น บางคนอาจจะลาไปปฏิบัติธรรมฝึกวิปัสสนากรรมฐาน หรือปลีกวิเวก สำหรับคนที่ทำได้ มันจะทำให้คลายเครียดลงได้มาก แน่นอน และสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ลาได้ไม่มาก ก็อาจจะมีการเบรคพักคลายเครียดชั่วครู่ในเวลาทำงาน ก็จะช่วยได้บ้าง
 
ในบางกรณีจำเป็นต้องฝึกการปฏิเสธ หัด “Say No” กับเพื่อนที่มาชวนไปทำโน่นทำนี้ ที่ทำให้เราเครียด เช่น เป็นสาวเป็นแส้เที่ยวแร่ไปตามที่อโคจร ไปนั่งตามผับตามบาร์ ดื่มเหล้าสูบยาซึ่งเป็นท่าทีเชิญชวนให้ หนุ่มเหน้าเข้ามาโอภาปราศรัยอยากได้ปลื้ม
 
หัดยับยั้งชั่งใจไม่โต้เถียงกับใครๆ โดยไม่เลือก พยายามใจเย็น มีสติ สัมปชัญญะ เถียงเฉพาะเรื่องที่มีความสลักสำคัญจริง (ไม่ใช่เรื่องทักษิณออกไป) แต่ที่ดีที่สุดคือหุบปากไม่เถียงกับใครเลย ทุกครั้งที่เถียงกัน จะมีการหลั่งของฮอร์โมนความเครียด ความดันเลือดพุ่งขึ้นทุกที
 
ทางออกของความเครียดที่ควรหัดมีไว้คือ การอ่านหนังสือที่เราชอบ ทำงานอดิเรกที่เรารัก ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่เราสนุก ทำให้รู้สึกชื่นมื่นเพราะเอนดอร์ฟิน (สารสร้างสุข) หลั่งออกมา
ถ้าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่มีผลดีต่อคุณ ก็จำเป็นต้องหาที่พึ่ง เช่น เข้าหาปรึกษาพระที่เราเคารพนับถือ เอาธรรมะเข้าข่ม หรือใช้มืออาชีพอย่างนักจิตวิทยา หรือให้จิตแพทย์ช่วยก็จะดีที่สุด อย่าลืมว่าความเครียดอาจจะทำให้ถึงตายได้ อย่าปล่อยให้มันเรื้อรังนะครับ 


วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

เรื่องผลไม้
 
 มะเขือเทศมีวิตามินเอและซี ที่มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และช่วยเสริมสร้างความสดใสให้แก่ผิวพรรณ และยังช่วยให้ระบบการหมุนเวียนเลือดดีขึ้น
 เสาวรสผลเสาวรส มีสรรพคุณช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือด เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย คลายร้อน และป้องกันไข้หวัดได้เป็นอย่างดี
 ลิ้นจี่มีวิตามินบี1 และบี2 และวิตามินซี มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด ช่วยย่อยอาหาร ช่วยบำรุงม้าม บำรุงอวัยวะภายใน บำรุงระบบประสาท และยังแก้อาการท้องเดินได้อีกด้วย
 ฝรั่ง มีวิตามินซี ที่มีสรรพคุณชะลอการลุกลามของมะเร็ง ช่วยสร้างและบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันทำให้แผลหายเร็ว ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ช่วยลดสารพิษในร่างกาย หากรับประทานเป็นประจำจะทำให้ผิวพรรณสดใส
 บ๊วยมีสรรพคุณช่วยคลายร้อน เพิ่มกำลัง บรรเทาอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย และช่วยเสริมระบบการย่อยอาหาร ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย หากดื่มน้ำบ้วยเป็นประจำ ยังจะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้อีกด้วย
 เห็ดหลินจือมีสรรพคุณช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและระบบประสาท ทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดแข็งตัว เส้นเลือดอุดตัน น้ำตาลในเลือด คอเลสเตอรอลและความดันโลหิตสูง
 น้ำผึ้งเป็นยาอายุวัฒนะและชะลอความแก่ เป็นอาหารเสริมบำรุงร่างกายให้แข็งแรง สดชื่นอยู่เสมอ ช่วยเสริมสร้างวิตามิน และแร่ธาตุที่ร่างกายขาดไป ช่วยให้ระบบการย่อยและขับถ่ายดีขึ้น
 ตะไคร้ มีสรรพคุณ ช่วยบำรุงสายตา มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ลดพิษของสารแปลกปลอมในร่างกายและยังช่วยลดความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย
 ขิง มีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่น รักษาไข้หวัด รักษาอาการไอ ขับเสมหะ และยังช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้ออีกด้วย รักษาอาการปวดประจำเดือนในช่วงก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน
 ใบเตยมีสรรพคุณช่วยลดอาการกระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ รู้สึกสดชื่น และยังเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ 
 ถั่วเหลืองมีสรรพคุณในการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ ช่วยลดและป้องกันโรคมะเร็งเต้านม ช่วยป้องกันและแก้ไขโรคหัวใจ ช่วยป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่มีโคเลสเตอรอล และมีใยอาหารสูง
 
 ลำไยเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยในการบำรุงหัวใจ ระบบประสาท และระบบย่อยอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และใช้บำรุงร่างกายของสตรีภายหลังจากการคลอดบุตร  
 มะเม่าอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการแก่ชราของเซลล์ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และยังช่วยขับปัสสาวะ บำรุงไต แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
 มังคุดสาร Xanthone ในเปลือกมังคุด ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีผลต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่าง ๆ นอกจากนี้ในเปลือกมังคุดยังมีสาร แทนนิน ที่มีคุณสมบัติช่วยในการสมานแผล และยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อีกด้วย
 มะม่วงช่วยละลายเสมหะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และยังช่วยให้เลือดลมและประจำเดือนของสตรีเป็นปกติ หากรับประทานมะม่วงสดเป็นประจำแล้วก็จะช่วยทำให้อาการไอ หอบ มีเสมหะ หรือมีเลือดออกตามไรฟันบรรเทาลงไปได้
 มะละกอมีสรรพคุณในการต่อต้านการเกิดของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้เป็นอย่างดี และยังช่วยบำรุงอวัยวะภายในต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น ม้าม และกระเพาะอาหาร ช่วยในการย่อยอาหาร และยังช่วยทำให้ผิวพรรณดี อีกด้วย
 สตรอเบอร์รี่มีวิตามิน ซี อยู่เป็นจำนวนมาก มีสรรพคุณที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดอุดตัน โรคหวัดและโรคภูมิแพ้ ช่วยทำให้ระบบการดูดซึมอาหารของร่างกายดียิ่งขึ้น ลดอาการท้องผูก ช่วยให้เจริญอาหาร
 สับปะรดมีปริมาณของวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยไฟเบอร์ที่มีอยู่มากมาย มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร เสริมสร้างการดูดซึมอาหารของร่างกาย การลดความร้อนของร่างกายและยังช่วยแก้กระหาย หากรับประทานสับปะรดเป็นประจำแล้ว จะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคไตอักเสบ และโรคความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย
 
 กระเจี๊ยบมีสรรพคุณในการช่วยรักษาอาการร้อนในภายในช่องปาก ลดปริมาณของไขมันในเส้นเลือด ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดระดับของความดันโลหิตภายในร่างกายให้กลับเข้าสู่ระดับปกติ และยังช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย
 
 มัลเบอร์รี่หรือ หม่อน มีสรรพคุณที่สามารถต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง ผู้ที่รับประทานเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งได้ และยังช่วยบำรุงไตให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข่วยบำรุงโลหิต บำรุงประสาทตา ทำให้สายตาแจ่มใส ร่างกายก็สุขสบาย
 ลูกพลับมีโพแทสเซียมสูง และมีวิตามินซีสูง มีสรรพคุณช่วยให้หายอ่อนเพลีย บรรเทาอาการร้อนใน เจ็บคอ คอแห้ง เป็นแผลในปาก ละลายเสมหะ และบำรุงปอด นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการท้องเดินได้อีกด้วย
 กล้วยหอมมีวิตามินบีสูง มีสรรพคุณช่วยลดความเครียด ความอ่อนล้า ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์สดใส ในกล้วยหอมจะมีเส้นใยอาหารช่วยทำให้ระบบขับถ่ายในร่างกาย ทำงานได้ดี และยังช่วยให้การย่อยอาหารของลำไส้เล็กดีขึ้นได้
 แก้วมังกรมีสารอาหารหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี และมีเส้นใย มีสรรพคุณช่วยลดโคเลสเตอรอล ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ ลดความดันโลหิต ควบคุมน้ำหนัก แก้ท้องผูก ป้องกันมะเร็งสำไส้ใหญ่และช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น
ส้มมีวิตามินเอและซี มีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และช่วยเสริมสร้างความสดใสให้แก่ผิวพรรณ
 

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

นกแขกเต้ากับชาวนา
มีนกเขาแขกเต้าฝูงหนึ่งประมาณ ๕๐๐ ตัว อาศัยอยู่ในป่างิ้วบนยอดเขาแห่งหนึ่ง เมื่อถึง เวลา หากิน ฝูงนกเขาแขกเต้าต่างพากันบินไปกินข้าวสาลีในนาของชาวมคธ เมื่อกินข้าวสาลี อิ่มแล้วต่างก็บิน กลับรังด้วยปากเปล่า ๆ ทั้งนั้น ส่วนพญานกแขกเต้าผู้เป็นหัวหน้า เมื่อกินอิ่มแล้วยัง ต้องคาบข้าวสาลีอีก ๓ รวง กลับไปด้วย ชาวนาเห็นก็แปลกใจจึงพยายามดักจับพญานกแขกเต้า ให้ได้ ด้วยการสังเกตที่ยืน ของพญานกนั้นแล้ววางบ่วงดักไว้ วันหนึ่งพญานกถูกจับได้ ชาวนาจึง ถามพญานกว่า “ นกเอ๋ย ท้องของ ท่านคงจะใหญ่กว่าท้องของนกอื่น เพราะเมื่อท่านกินอิ่มแล้วยัง ต้องคาบรวงข้าวกลับอีกวันละ ๓ รวง เป็นเพราะท่านมียุ้งฉาง หรือเป็นเพราะเรามีเวรต่อกันมาก่อน ” พญานกตอบว่า “ ข้าพเจ้าไม่ได้มียุ้งฉาง และเราก็ไม่มีเวรต่อกัน แต่ที่คาบไปสามรวงนั้น รวงหนึ่งเอาไปใช้หนี้เก่า รวงหนึ่งเอาไปให้เขา และอีก รวงหนึ่งเอาไปฝังไว้ ” ชาวนาได้ฟังก็เกิด ความสงสัย จึงถามว่า “ ท่านเอารวงข้าวไปใช้หนี้ใครเอาไปให้ ใคร และเอาไปฝังไว้ที่ไหน ” พญานกแขกเต้าจึงตอบว่า “ รวงที่หนึ่ง เอาไปใช้หนี้เก่า คือเอาไปเลี้ยงดู พ่อแม่เพราะท่าน แก่แล้ว และเป็นผู้มี พระคุณอย่างมาก ทั้งให้กำเนิดและเลี้ยงดูข้าพเจ้าจนเติบใหญ่ นับ ว่าข้าพเจ้า เป็นหนี้ท่านจึงสมควรเอาไปใช้หนี้ ” “ รวงที่สอง เอาไปให้เขาคือเอาไปให้ลูกน้อยทั้งหลาย
ที่ยังเล็กอยู่ไม่สามารถหากินเองได้ เมื่อข้าพเจ้าเลี้ยงเขาในตอนนี้ ต่อไปยามข้าพเจ้าแก่เฒ่า เขาก็จะ เลี้ยงตอบแทนจัดเป็นการให้เขา ” “ รวงที่สาม เอาไปฝังไว้ คือ เอาไปทำบุญด้วยการให้ ทานกับนกที่แก่ ชรา นกที่พิการหรือเจ็บป่วยไม่สามารถหากินได้ เท่ากับเอาไปฝังไว้ เพราะบัณฑิต ทั้งหลายกล่าวเอาไว้ว่า การทำบุญเป็นการฝังขุมทรัพย์ไว้ ” ชาวนาได้ฟังแล้วเกิดความเลื่อมใสว่า นกนี้ เป็นนกกตัญญูพ่อแม่ เป็นนกที่มีความเมตตาต่อลูกน้อย ใจบุญมีปัญญารอบคอบ มองการณ์ ไกลพญานกได้อธิบายต่อไปว่า “ ข้าวสาลีที่ข้าพเจ้ากินเข้าไปนั้น ก็เปรียบเหมือนเอาทิ้งลง ไปในเหวไม่รู้จักเต็ม เพราะข้าพเจ้าต้องมา กินทุกวัน วันนี้กินแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องมากินอีก กินเท่าไรก็ไม่รู้จักเต็ม จะไม่กินก็ไม่ได้เพราะท้องหิวก็เป็นทุกข์ ” ชาวนาฟังแล้วจึง กล่าวว่า “ พญานกผู้มีปัญญา ทีแรกข้าพเจ้าคิดว่าท่านเป็นนกที่โลภมาก เพราะนกตัวอื่น
เขาหากินเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ไม่คาบอะไรไป ส่วนท่านบินมาหากินแล้วก็ยังคาบรวงข้าวกลับ ไปอีก แต่พอฟังท่านแล้วจึงรู้ว่าท่านไม่ได้คาบไปเพราะความโลภแต่คาบไปเพราะความดีคือเอา ไปเลี้ยงพ่อแม่ เอาไปเลี้ยงลูกน้อย และเอาไปทำบุญ ท่านทำดีจริง ๆ “ ชาวนามีจิตเลื่อมใสใน พญานกมาก จึงแก้เครื่อง ผูกออกจากเท้าพญานก ปล่อยให้เป็นอิสระแล้วมอบนาข้าวสาลีให้ พญานกรับนาข้าวสาลีไว้เพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งกะคะเนแล้วว่าเพียงพอต่อบริวาร จากนั้นจึงให้โอวาท แก่ชาวนาว่า “ ขอให้ท่านเป็นผู้ไม่ประมาท หมั่น สั่งสมกุศลด้วยการทำทาน และเลี้ยงดู พ่อ แม่ ผู้แก่เฒ่าด้วยเถิด ” ชาวนาได้คติจากข้อปฏิบัติของพญานก จึงตั้งใจทำบุญกุศลตั้งแต่นั้นมาจน ตลอดชีวิต นกแขกเต้าผู้มีปัญญารู้ว่าควรบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อ ตนเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคม นับเป็นการใช้ทรัพย์อย่างชาญฉลาด ที่ยิ่งใช้ก็ยิ่งมี ความสุขความเจริญ สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ สุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต

 

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554


ทุกเช้าก่อนออกจากบ้าน.......อย่าลืมคิดถึงสิ่งที่ต้องใช้ในชีวิตประจำเหล่านี้1. เครื่องประดับที่สวยที่สุดบนเรือนร่าง คือ รอยยิ้ม2. งานที่ทำแล้วพอใจที่สุด คือ การช่วยเหลือผู้อื่น3. ความสุขที่สุด คือ การให้4. อาวุธร้ายแรงที่ต้องระมัดระวัง และเก็บรักษาให้ดีที่สุด คือ การพูดทำร้ายผู้อื่น5. พลังยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้ทุกอย่างสำเร็จได้ คือ ความรัก6. ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การทำร้ายตัวเอง7. ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่จะต้องเอาชนะให้ได้ คือ ความกลัว8. ยา นอนหลับที่ให้ผลดีที่สุด คือ ความสงบในใจ

"วันนี้รุ่งพรุ่งมีร่วงดวงไม่แน่                  
วันนี้แย่พรุ่งนี้ยังกลับดังได้วันนี้ดังพรุ่งนี้ดับกลับเปลี่ยนไป           โปรดจำไว้ทุกชีวิต...อนิจจัง"
                              โปรดส่งให้กับคนที่คุณรักทุกคน
ระบบดี  คนดี  งานดีแน่
ระบบดี  คนแย่ พอแก้ไข
ระบบแย่  คนดี  มีทางไป
ผู้บริหาร  จัญไร แก้ไงดี
                              กานดา ทองคลองไทร

หากหัวใจคล้ายห้องว่าง
คำว่าชีวิตประกอบขึ้นมาจาก "กาย" กับ "ใจ" เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "กาย"
กับ "นาม" องค์ประกอบทั้งสองของชีวิตนี้ "ใจ" มีความสำคัญมากกว่า "กาย"
เพราะ "ใจ" เป็นอย่างไร "กาย" จะเป็นอย่างนั้น


เรื่อง ว.วชิรเมธี
ความสำคัญของใจที่มีผลเหนือกายนั้นมีตัวอย่างมากมาย อภิปรายกันไม่รู้จบ เช่น
วันหนึ่งเมื่อมีนักข่าวสัมภาษณ์ว่า ไทเกอร์ วู้ด มีเคล็ดลับในการตีกอล์ฟอย่างไร
จึงตีได้แม่นเหมือนจับวางทุกครั้ง เขาตอบสั้นๆ ว่า ผมจินตนาการเห็นลูกกอล์ฟ
ลอยละลิ่วลงหลุมก่อนที่ผมจะเริ่มตีมันเสียอีก" คำตอบของนักกอล์ฟอัจฉริยะสะท้อน
ว่าใจของเขานั้นไม่ได้สั่งได้เฉพาะกายคือมือของเขาเท่านั้น แม้แต่ไม้ตีกอล์ฟเอง
ก็หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา เข้าทำนอง กระบี่อยู่ที่ใจ ใจอยู่ในกระบี่ โดยแท้
ใจ ของเรานั้น ไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เมื่อเราใส่อะไรเข้าไปในห้องที่ว่างเปล่านั้น
สถานภาพของห้องก็จะเปลี่ยนไปทันที เป็นต้นว่า เรามีห้องว่าง เปล่าอยู่ห้องหนึ่ง เมื่อ - -


เราใส่น้ำเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องน้ำ เราใส่พระพุทธรูปเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องพระ เราใส่เครื่องมือปรุงอาหารเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องครัว เราใส่เครื่องนอนเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องนอน เราใส่ชุดรับแขกเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องรับแขก เราใส่บุคคลสำคัญเข้าไป ก็จะกลายเป็นห้องวีไอพี

ห้องแห่งหัวใจของเราก็ไม่ต่างอะไรกับห้องว่างเปล่าที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเลย
ทุกครั้งที่เราบรรจุอะไรเข้าไปในใจ ใจของเราก็จะเปลี่ยนสถานภาพเหมือนกัน

เราใส่ความเมตตาเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจดี เราใส่ธรรมะเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจบุญ เราใส่ความโกรธเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจร้อน เราใส่ความเลวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจทราม เราใส่ความกลัวเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจเสาะ เราใส่ความเป็นนักสู้เข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจสู้ เราใส่ความขาดสติเข้าไป ก็จะกลายเป็นคนใจลอย
เห็นด้วยกับผู้เขียนหรือไม่ว่า ใจของเรานั้นเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือกาย
เป็นสิ่งที่คอยออกแบบชีวิตของเราให้เป็นไปอย่างไรก็ได้
พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ใจเป็นนาย ใจเป็นผู้นำ ใจเป็นผู้สร้างสรรค์...
หรือบางทีก็ตรัสว่า จิตฺเตน นียติ โลโก แปลว่า โลกหมุนไปตามใจสั่งการ โลกในที่นี้
หมายถึง ชีวิตของเรานั่นเอง โลกคือชีวิต จะหมุนซ้าย หมุนขวา หมุนตรงหรือหมุนเอียง
หมุนไปข้างหน้า หรือว่าหมุนไปข้างหลัง ทั้งหลายทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของใจทั้งหมดทั้งสิ้น
ใจของเราไม่ต่างอะไรกับห้องที่ว่างเปล่า เราบรรจุอะไรลงไป ชีวิตของเราก็เป็นไปตามสิ่งที่บรรจุนั้น
ทุกวันนี้ เราเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า เราบรรจุอะไร ลงไปในห้องแห่งหัวใจของเราบ้าง ความรู้
ความงมงาย ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความโลภ ความดี ความชั่ว ความริษยา ความหน้าด้าน
ความสะอาด สว่าง สงบ หรือความตื่นรู้ ชีวิตจะเป็นอย่างไร รุ่งโรจน์หรือร่วงโรย ขึ้นสูงหรือลงต่ำ
สำคัญที่เราบรรจุอะไรลงไปในใจของเราเอง