วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

ความลับของเหรียญ

ความลับของเหรียญ
ในค่ำคืนนึง... ของเด็กหญิง 9 ขวบ หลังจากกราบพระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้ว
คุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบแล้วบอกลูกว่า พ่อมีอะไรให้ดูซึ่งสำคัญมาก
ว่าแล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อเอามือกำไว้

พ่อถามว่าอยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ ลูกพยักหน้า
ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที ลูกทำตาม... คุณพ่อว่า ไม่พอ ต้อง 5 ที
และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง 15 ที จนลูกอุทธรณ์...
ก็ลูกอยากทราบนี่คะว่าเป็นอะไร
เมื่อคุณพ่อแบมือออก มันคือเหรียญ 5 บาทธรรมดานี่เอง

คุณพ่อหัวเราะ ! ! ! แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเดิม ถามว่าอยากดูอีกมั้ย
ถ้าอยากดูต้องเขกพื้น 10 ที ลูกว่าหนูรู้แล้ว ไม่อยากดูค่ะ
คุณพ่อว่า เอ้า... เขกพื้น 1 ทีก็ได้ ลูกก็บอก ว่าทราบแล้ว ไม่อยากดูอีกแล้วเบื่อ
คุณพ่อเลยพูดขึ้นว่าให้ดูฟรี ๆ ก็ได้แล้วก็แบมือออก
ลูกก็เพียงแต่ชำเลืองดูโดยไม่สนใจใยดีใดใด

คุณพ่อเลยพูดว่า " นี่ละลูก อะไรที่เป็นความลับ คนมักยอมทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา
แต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว ให้ดูฟรี ๆ ยังไม่อยากดูเลย
แล้วสิ่งที่พึงหวงแหนสำหรับลูกผู้หญิง เป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไร
ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรี........."
 


25 วิธีมีความสุข

25 วิธีมีความสุข
คิดใหม่ ใช้ชีวิตราวกับว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย คนที่ป่วยหนักหรือเผชิญกับอุบัติเหตุใกล้ตาย เห็นโศกนาฏกรรมหรือสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักมักมีมุมมองชีวิตที่ต่างออกไป หลายคนบอกว่าจะไม่ปล่อยเวลาให้สายเกินไปอีกแล้ว จะท่องเที่ยวไปในโลกกว้างหรือติดต่อพบปะเพื่อนฝูง เราทุกคนก็ควรตระหนักว่าอาจไม่มี "พรุ่งนี้" ก็ได้

มองในแง่มุมอื่นบ้าง
ลองคิดว่าคุณอยากให้คนอื่นจดจำคุณในด้านใด หรือหากวันหนึ่งต้องเล่าเรื่องชีวิตตนเองให้หลานๆ ฟัง คุณจะเล่าอะไร คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกสัปดาห์และถูบ้านทุกวันหรือ แล้วที่คุณพลาดการแสดงละครของลูกที่โรงเรียนเมื่อปีที่แล้วเพราะติดประชุมเล่า ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อมองย้อนกลับไป

อย่าให้เรื่องเล็กน้อยกวนใจ
ไม่คุ้มหรอกที่จะหัวเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากคนขับรถคันข้างๆ ไม่ยอมให้คุณเบียดเข้าเลนก็ยิ้มและโบกมือให้เขาไปเลย แล้วจะหงุดหงิดไปทำไมหากพลาดรถเที่ยวเช้า หากาแฟดื่มขณะนั่งรอคันต่อไปดีกว่า

จดบันทึก
เขียนเล่าถึงสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณทุกวัน การจดบันทึกยังช่วยแก้ปัญหาและขจัดเรื่องไม่ดีที่รกสมองออกไปได้ด้วย ลองเริ่มเขียนตั้งแต่วันนี้ รับรองได้ผลแน่

ทำงานยากให้เสร็จ
ลงมือได้แล้วอย่าผัดวันประกันพรุ่ง โอ้เอ้ไปก็มีแต่ทำให้หนักใจเหนื่อยกาย ไหนๆ งานนี้ก็ต้องทำโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ก็น่าจะทำให้เสร็จแทนที่จะมัวกังวลและคิดจนรกสมอง

เลิกทำตัวจำเจ
ชีวิตคงหน้าเบื่อหากทำอะไรซ้ำซากทุกวันทุกสัปดาห์ เราน่าจะมีเรื่องแปลกใหม่มาทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวยบ้าง ถ้าเอาแต่นอนตื่นสายทุกวันอาทิตย์ก็น่าจะลุกขึ้นมาแต่เช้าไปกินอาหารอร่อยๆ นอกบ้าน หรือไปตลาดแล้วจ่ายกับข้าวมาทำอาหารมื้ออร่อยกินกันที่บ้าน

อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น
ใครจะมีสระว่ายน้ำ เครื่องเสียงแพงๆ รุ่นล่าสุด หรือรถหรูใหม่เอี่ยมไม่ต้องสนใจ หากดูให้ดีๆ คุณอาจพบว่าคนพวกนี้ต้องทำงานสัปดาห์ละเจ็ดวัน ไม่มีเวลาเจอหน้าคนในบ้านหรือเพื่อนฝูง หรืออาจต้องผ่อนหนี้สินไปอีกหลายสิบปี แล้วชีวิตอย่างนี้ดีจริงหรือ

กำจัดข้าวของรกในบ้าน
เสื้อผ้าที่ไม่เคยใส่มาเป็นปี เครื่องครัวที่ตั้งอยู่ตรงนั้นจนน้ำมันจับเป็นคราบหนา ไหนจะของเล่น หนังสือเก่า และเครื่องเรือน ยกไปบริจาคเถิด นอกจากจะได้บุญแล้ว ชั้นวางของและห้องต่างๆ ในบ้านจะโล่งและเป็นระเบียบมากขึ้น

รู้จักเอ่ยคำว่า
"ไม่" ไม่ต้องลงมือทำเองทุกเรื่องเพราะชีวิตคุณก็วุ่นวายพออยู่แล้ว ไหนจะต้องทำเรื่องโน้น สะสางเรื่องนี้ ปล่อยให้สมองมีที่ว่างเพื่อคิดหรือทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง

รดน้ำต้นรัก
รักคู่ครองของคุณอย่างที่เขาเป็น ที่คุณคิดว่าเขาเปลี่ยนไปนั้นเป็นความจริงหรือ (คิดให้ดีก่อนตอบ) ของทุกอย่างเมื่อใช้งานไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมเป็นธรรมดา ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาก็เช่นกัน ต้องมีการดูแลใส่ใจกันบ้าง

อย่าให้ความคุ้นเคยกลายเป็นไม่ไว้หน้า
หากคุณให้เกียรติเพื่อนหรือผู้อื่น คู่ครองหรือคนในครอบครัวคุณก็ควรได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน และคุณเองก็ควรได้เกียรติจากคนในครอบครัวเช่นกัน

มอบความรักให้ครอบครัวและเพื่อนๆ
อย่าเขินที่จะบอกคนเหล่านี้ว่าคุณรักพวกเขาตรงไหน เมื่อเขาทำอะไรดีๆ ให้ก็กล่าวคำชื่นชมบ้าง คำชมเล็กๆ น้อยๆ ไม่เคยทำร้ายใคร

อย่ารับปรับทุกข์ทุกเรื่อง
หากปัญหาของเพื่อนเริ่มมีผลกระทบต่อตัวคุณ ก็ไม่ต้องฝืนทำตัวเป็นเสาหลักให้เขาพิงอยู่เรื่อยไป ให้เพื่อนหัดแก้ปัญหาและก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยตัวเอง
ติดต่อเพื่อนเก่า คุณอาจขาดการติดต่อกับเพื่อนไปนาน แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะโทรศัพท์ ส่งอีเมล์ หรือเขียนจดหมายถึงเขา และนานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้คุยกับป้า ท่านอยากได้ยินเสียงคุณจะแย่แล้ว
บำรุงอารมณ์ด้วยสีเขียว ดอกไม้สดจากสวน หรือตื่นแต่เช้าไปตลาดซื้อดอกไม้ ผักผลไม้ราคาไม่แพงมาแต่งบ้านให้สดใส คุณเคยมีสวนกระถางในบ้านไม่ใช่หรือ นำกลับมาอีกครั้ง แล้วบ้านคุณจะชุ่มชื่นมีชีวิตชีวาแน่นอน
ไปทะเลกันดีกว่า ทิวทัศน์กว้างไกล สายลม เกลียวคลื่น สองเท้าเปลือยเปล่าย่ำบนผืนทราย และแสงแดดระยับ ไม่มีอะไรทำให้จิตใจเริงรื่นชื่นบานได้ดีกว่านี้อีกแล้ว
สร้างสรรค์ผลงาน จะเป็นภาพเขียน งานปั้น เย็บปักถักร้อย อบขนม จัดสวน หรืออะไรก็ได้
สูดอากาศบริสุทธิ์ ออกไปข้างนอกหรือเปิดหน้าต่างกว้างๆ สูดหายใจให้เต็มปอด คุณจะรู้สึกว่าอากาศเสียถูกขับออกจากตัว 
ออกไปเดินเล่น การออกกำลังเบาๆ จะช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณทั้งร่างกายและจิตใจตั้งแต่เดินเล่นครั้งแรกเลยทีเดียว การออกกำลังสม่ำเสมอจะทำให้คุณกระปรี้กระเปร่าและรู้สึกดีขึ้นทุกวัน

ดูหนังตลกและหัวเราะให้สบายใจ
ร้านให้เช่าวิดีโอมีหนังเบาสมองให้เลือกมากมาย จะเป็นหนังไทยหรือฝรั่งไม่สำคัญ ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาบ้าง

ย้ายเครื่องเรือนและของแต่งบ้าน
หรืออาจทาสีห้องและผนังใหม่ด้วย รับรองว่าบรรยากาศที่ได้คุ้มค่าไม่แพ้วันหยุดเลยทีเดียว

รอคอยสิ่งดีๆ
เช่นวันหยุดพักร้อน ออกไปเที่ยวกับเพื่อนฝูง หรือแม้แต่ไปนวดแผนโบราณ

ชวนเพื่อนมากินมื้อค่ำ
จัดห้องและโต๊ะอาหารที่บ้านให้แปลกไปจากเดิม เสิร์ฟเครื่องดื่มค็อกเทลหรือแชมเปญ เปิดเพลงเสริมบรรยากาศ สนุกกับการเตรียมอาหาร ทุกคนจะปลาบปลื้มหากเห็นว่าคุณทุ่มสุดฝีมือ แล้วค่ำคืนนั้นก็จะครึกครื้น

ยิ้มไว้
ยิ้มเป็นโรคติดต่อ ไม่เชื่อก็ลองยิ้มดูสิ

ทำให้คนอื่นมีความสุขบ้าง
ทำเพื่อตัวเองมามากแล้วก็น่าจะทำเพื่อคนอื่นบ้าง เริ่มจากอดกลั้นไม่บีบแตรไล่รถที่วิ่งเหมือนเต่าคลาน หรืออาสาช่วยงานกุศล เพียงเท่านี้ การใช้ชีวิตให้สุดคุ้มก็ไม่ยากอย่างที่คิด

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

เรือดำน้ำติดปีก

เรือดำน้ำติดปีก
ภาพแมลงปอน้ำตกเขียวเพศเมียที่ดำน้ำลงไปวางไข่ในลำธารกลางป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ภาพนี้นับว่าหาดูได้ยากมาก เริงฤทธิ์ คงเมือง เล่าที่มาของภาพนี้ว่า “ผมกับเริงชัยกำลังถ่ายช็อตอื่นกันอยู่ บังเอิญเหลือบไปเห็นเจ้าแมลงปอตัวนี้เข้า เลยรีบคว้าอุปกรณ์ลงไปถ่ายทันที”  น่าเสียดายที่สภาพแสงในขณะนั้นไม่ค่อยเป็นใจ ภาพที่ได้จึงไม่สดใสเท่าที่ควร เมื่อทีมงานกองบรรณาธิการจำใจต้องตัดภาพนี้ออกจากสารคดีภาพเรื่องแมลงปอในเล่ม จึงตัดสินใจนำภาพถ่ายที่ไม่ค่อยมีใครเคยพบเห็นมาฝากผู้อ่านในหน้าเก็บตกเดือนนี้ 

คืนชีวิตใหม่ให้แมนจูเรีย


ไม่มีคำว่าถอยหลัง นี่คือสิ่งที่บุรุษเหล็กผู้นี้ตระหนักแน่แก่ใจ
           รถโดยสารเคลื่อนตัวจากถนนดินที่มีรอยล้อรถบดลึกเป็นแนวในหมู่บ้านตงฟา พาคนงานสองสามีภรรยาซึ่งนั่งขดอยู่ที่เบาะหลังออกจากเมืองอันซบเซาใกล้ชายแดนรัสเซีย หญิงสาวถือกระเป๋าเสื้อผ้าสีฟ้าสด ขณะที่ชายหนุ่มแบกชะตากรรมอันหนักอึ้งไม่ต่างจากชาวแมนจูเรียคนอื่นในยุคนี้ เมื่อยี่สิบหกปีก่อน พ่อแม่ตั้งชื่อเขาว่า หวังเถี่ยเหริน หรือบุรุษเหล็กแซ่หวัง ตามชื่อกรรมกรตัวอย่างที่รัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์สร้างขึ้นมาให้ประชาชนยึดถือเป็นแบบอย่าง บุรุษเหล็กผู้สู้งานอย่างไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก คือสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ที่ซึ่งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมและเตาถลุงแร่เพื่อผลักดันความฝันของสาธารณรัฐประชาชน ส่วนบุรุษเหล็กคนใหม่บนรถโดยสารกลับเงียบนิ่ง ร่างกายผอมเกร็ง หน้าผากตกกระปรากฏริ้วรอยความกังวลบน แต่กระนั้นเขาก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของภูมิภาคในยุคใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม เพราะขณะที่ภูมิภาคอื่นรุ่งเรืองอยู่ในกระแสทุนนิยมตามนโยบายรัฐบาล แมนจูเรีย (ซึ่งเป็นชื่อที่ต่างชาติใช้เรียกตงเป่ย์ หรือภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน) ซึ่งเคยเป็นอดีตแห่งความภาคภูมิใจของจีน กลับประสบสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้แมนจูเรียเองก็ต้องไขว่คว้าหาทางแก้ปัญหาเช่นเดียวกับบุรุษเหล็กยุคใหม่ผู้นี้
     ขณะที่รถเคลื่อนตัวออก หวังเหม่อมองไปเบื้องหน้า ขณะที่ซุนจิง ผู้เป็นภรรยา ซบหน้าลงกับท่อนแขน ทั้งคู่ไม่กล้าเหลียวกลับไปมองสิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้ ซึ่งค่อยๆห่างออกไปจากกระจกหลังรถ นั่นคือซือถิง ลูกสาววัยสองขวบที่อยู่ในอ้อมกอดของปู่ เมื่อปีที่แล้ว ทั้งสองจากไปหลังจากซือถิงหย่านมเพียงสิบวัน และเมื่อกลับมาบ้านสองสัปดาห์ก่อน ทั้งคู่เอาเงินที่เก็บหอมรอมริบตลอดปีออกมาอวดด้วยความภูมิใจ ธนบัตรปึกใหญ่ที่มีเงินเกือบ 2,000 เหรียญสหรัฐฯนี้จะเลี้ยงชีวิตซือถิงกับปู่ย่าไปได้อีกปี แต่ซือถิงไม่เข้าใจ หนูน้อยหลบคนแปลกหน้าสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไปแอบมองอย่างกลัวๆอยู่หลังย่า สองสัปดาห์ที่ผ่านมาหวังและซุนใช้อ้อมกอดและขนมล่อหลอกจนซือถิงยอมเรียกทั้งคู่ว่า "หม่าม้า" และ "ปาป๊า" แต่เมื่อถึงเวลาที่ทั้งสองต้องขึ้นรถโดยสารจากไกลไปอีกปี เด็กหญิงกลับไม่อาลัยอาวรณ์ "ผมแทบทนไม่ได้" หวังบอกพลางแตะแขนภรรยาผู้กำลังปาดน้ำตา "แต่เพื่ออนาคตของแก เราไม่มีทางเลือกหรอกครับ" 
     ความฝันถึงอนาคตที่ดีทำให้หวังและภรรยาดั้นด้นเดินทางผ่านสามมณฑลในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ เฮย์หลงเจียง จี๋หลิน และเหลียวหนิง ซึ่งรวมเป็นเขตที่เคยได้ชื่อว่า "แหล่งกำเนิดของอุตสาหกรรมจีน" การเดินทางจากพื้นที่ไกลโพ้นทางตอนเหนืออันสิ้นหวังของแมนจูเรียไปยังจุดหมายใกล้ต้าเหลียน ซึ่งเป็นเมืองท่าทางตอนใต้ที่เจริญรุ่งเรืองกว่า คือภาพสะท้อนของแผนการอันทะเยอทะยานที่รัฐบาลจีนวางไว้สำหรับเขตอุตสาหกรรมเก่าทางตะวันออกเฉียงเหนือแห่งนี้ เมื่อปี 2003 หลังเข้ารับตำแหน่งไม่นาน ประธานาธิบดีหูจิ่นเทาและนายกรัฐมนตรีเหวินเจียเป่าก็ประกาศโครงการเปลี่ยนแมนจูเรียเป็นจักรกลใหม่แห่งการพัฒนาประเทศ พร้อมคำขวัญสไตล์ทุนนิยมทำนอง "พลิกฟื้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ" สำหรับการลงทุนรอบใหม่ ทางรอดในการแก้วิกฤติของภูมิภาคและปัญหาครอบครัวของบุรุษเหล็กอย่างหวังต้องมีการเสียสละ นั่นคือการหันหลังให้อดีตและออกเดินทางสู่อนาคต ซึ่งแม้จะไม่แน่นอนและไม่มีหลักประกันความสำเร็จ แต่อย่างน้อยการเดินทางก็เริ่มขึ้นแล้ว 
     ทว่าแค่ยี่สิบปีผ่านไป แมนจูเรียก็เปลี่ยนจากขุมพลังของประเทศเป็นดินแดนแห่งความล้าหลัง สวนทางกับความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจบริเวณชายฝั่งทางใต้ เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างฉับพลันทำให้เมืองเซี่ยงไฮ้และมณฑลกวางตุ้งทางใต้ของจีนทะยานเข้าสู่กระแสเศรษฐกิจโลก แซงหน้าดินแดนแห่งบุรุษเหล็กไปลิบลับ ผลผลิตทางอุตสาหกรรมของแมนจูเรียลดเหลือไม่ถึงร้อยละ 9 ของประเทศ ขณะที่การพึ่งพารัฐวิสาหกิจซึ่งเคยเป็นข้อได้เปรียบ กลับกลายเป็นข้อด้อยที่ทำให้แมนจูเรียไม่อาจเปิดรับการปฏิรูประบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้ ปัจจุบันสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในแมนจูเรียไม่ใช่แค่อาคารโรงงานเก่าโทรม อันเป็นผลพวงจากแนวคิดสังคมนิยมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพสะท้อนของปัญหารุนแรงที่สุด ซึ่งจีนต้องเผชิญเมื่อเศรษฐกิจทุนนิยมสร้างความเจริญที่ไม่เท่าเทียมกันขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานล้าสมัยหลายพันโรง คนงานถูกปลดหลายล้านคน ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนที่ขยายตัวขึ้นทุกขณะ การทุจริตใที่พบได้ดาษดื่น ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมขั้นรุนแรง และที่สำคัญที่สุดก็คือบรรยากาศที่ประชาชนพร้อมจะลุกฮือขึ้นประท้วงได้ทุกเมื่อ หลี่เฉิง อาจารย์ในนิวยอร์ก กล่าวว่า "รัฐบาลจีนไม่กล้าปล่อยให้สถานการณ์ในแมนจูเรียคุกรุ่นแบบนี้ เพราะหากเกิดอะไรขึ้น ประเทศจะเสียหายเกินเยียวยา" 
    

ที่จอดรถอัตโนมัติ...อนาคตของการจราจร

   หลาย คนที่ขับรถกันอย่างเป็นประจำนั้น นอกจากการจราจรที่ติดขัดแล้ว การหาที่จอดรถก็ยังเป้นเรื่องที่น่าเบื่ออีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเวลาที่ยิ่งรีบแล้วต้องมาหาที่จอดรถคู่ใจก่อนที่จะแจ้นไปทำธุระได้ กลับกลายเป็นเรื่องที่เสียเวลาอย่างมาก

     ที่จอดรถกับบ้านเรานั้น ถือเป็นอะไรที่ค่อนข้างเป้นปัญหาอย่างมาก เช่นเดียวกับเมืองใหญ่หลายๆแห่ง เช่นในกรุงบูดาเปส ประเทศฮังการี่ ที่วันนี้พวกเขามีวิธีใหม่ในการจัดการเรื่องการจอดรถและไม่ทำให้พื้นที่ เปล่าประหรือเสียทัศนียภาพของสถานที่สำคัญๆ
 

 
ที่จอดรถยุคใหม่

     จุตรัสใจกลางเมืองบูดา เปส ใครจะเชื่อว่าใต้พื้นดินนี้คือที่จอดรถยนต์สาธารณะระบบอัตโนมัติที่ใหญ่ที่ สุดในโลกที่สามารถจุดรถได้กว่า 400 คัน และคุณไม่ต้องวนหาที่จอดให้เมื่อยตุ้ม

     การใช้งานที่จอดรถอัตโนมัติแบบนี้นั้นง่ายแสนง่าย เพียงคุณขับเข้ามาในบริเวณลานจอดที่มีอยู่ 5 จุด โดยสังเกตจากลานที่ว่างจะแสดงสัญญาณสีเขียว ที่เมื่อคุณเลี้ยวรถเข้าไปนั้นจะจอกับถาดขนาดใหญ่ที่ภายใต้มันนั้นเป็นลิฟท์ ที่จะพาเจ้ารถคันเก่งของคุณไปจอดยังที่ว่าง

     เมื่อคุณเข้ามาระบบจะทำ การตรวจสอบและให้คำแนะนำที่ถูกต้อง และเมื่อพร้อมก็จะสั่งให้คุณดึงเบรคมือและลงจากรถได้ ก่อนที่คุณจะต้องออกมาตอบคำถามอีกสักเล็กน้อย และเมื่อทุกอย่างถูกเช็คจนแน่ใจแล้ว เครื่องก็จะออกบัตรจอดรถให้คุณ
 

SUZUKI CARIBIAN STYLE WRANGLER TJ SAHARA

     สำหรับการตกแต่งเจ้าคาริเบียนนั้น นอกเหนือจากเรื่องของการตกแต่งระบบช่วงล่างเพื่อเพิ่มสมรรถนะ ยังมีเรื่องของการตกแต่งในอีกหลายด้านที่ช่วยทำให้รถทั้งแรง แกร่ง และสวยได้ตามใจปรารถนา
     อย่าง SUZUKI CARIBIAN สีเหลืองอร่ามคันนี้ (ที่อาจจะคุ้นตากันดี) ของ ธเนศ โรจนกร (ช่างแกะ ออโต้เฮ้าส์) นับเป็นรถที่มีรูปลักษณ์การตกแต่งภายนอกที่สวยเข้าตาทีเดียว กับการปรับโฉมภายนอกให้มีหน้าตาคล้ายรถ JEEP WRANGLER TJ SAHARA แบบเหมือนแฝดคนละฝาเลยทีเดียว
     ขุมพลังเพื่อการขับเคลื่อนไม่ธรรมดา ข้ามค่ายมาคบหากับเครื่องเทอร์โบของ NISSAN รหัส SR20 DET ฝาแดง ขนาด 205 แรงม้า ที่ทำการยิงประจุไอดีตรงเข้าสู่ท่อร่วมไอดีแบบสั้นๆ ไม่ผ่านอินเตอร์คูลเลอร์ ควบคุมอัตราบูสต์ให้คงที่ด้วยเวสต์เกสต์แยกของ HKS พร้อมขยายอ่างน้ำมันเครื่องให้จุน้ำมันเครื่องเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 6 ลิตร ส่งกำลังผ่านชุดคลัตช์ทองแดงผสมผ้าใยหินสู่ระบบเกียร์เมนเป็นของเครื่อง SR 20 DET จับมาชนกับเกียร์ฝากแบบสโลว์ 1,000 ที่นำมาจากบอดี้ SJ410 แบบ 4 ทิศ พ่วงตูดอีกมุมของท้ายเกียร์สโลว์คู่ขนานกับเพลาหลังด้วยวินช์เพลาแบบจรวด 1 ตัว
     ระบบช่วงล่างทำการเซ็ตใหม่ให้สัมพันธ์กับพละกำลังเครื่องยนต์ และการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นคานหน้า และคานหลังที่เปลี่ยนใหม่มาใช้ของTOYOTA PRADO ปี 1971 ที่เป็นระบบเบรกแบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ เสริมประสิทธิภาพการเบรกพร้อมการเข้าโค้งในวงแคบแบบฉบับรถแข่งออฟโรดด้วยเบรกมือแยก ซ้าย-ขวาแยกฝั่ง แบบว่าถ้าจะให้บรรยายก็ขอบอกเลยว่า ช่วงล่างทั้งกระบิ นำเอาของ TOYOTA PRADO มาแปลงใส่ ไม่ว่าจะเป็น กระปุกพวงมาลัยเพาเวอร์ คันชัก-คันส่ง ไปจนถึงชุดคอยล์สปริงก็ยังใช่ ส่วนโช้คอัพทั้งหน้า และหลังที่มีขนาดยาว 26 นิ้ว จำนวน 4 ต้น เลือกเซ็ตโช้คอัพแบบน้ำมันผสมแก๊สของ OLD MAN EMU
     รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแปลกตาจาก CARIBIAN ตู้ปลาคันอื่นที่บริเวณส่วนหลังของรถ ซึ่งมีหน้าตาคล้าย JEEP WRANGLER TJ SAHARA ด้วยวิธีการหั่นบอดี้ออก 12 นิ้ว ก่อนที่จะทำการสร้างหลังคาใหม่ ในส่วนของโป่งข้างรถทั้ง 4 ล้อ ยังได้มีการเสริมแต่งตีขึ้นรูปออกมาให้รับกับขนาดของฐานล้อที่กว้างขึ้น และป้องกันการดีดกระจายของน้ำ และเลนโคลนให้เปรอะเปื้อนกระจกบดบังทัศนวิสัยการขับขี่ ดูๆ ไปแล้ว รูปลักษณ์ของเจ้าเหลืองคันนี้จะคล้ายๆ กับรถแข่งออฟโรดในรุ่น OPEN อยู่เหมือนกัน
   การตกแต่งภายนอกส่วนอื่นๆ ก็มีเช่นกัน อย่างบริเวณกระจกด้านหน้าได้สร้างการ์ดกันกระจกไว้สำหรับใช้งานที่อเนกประสงค์ในการท่องเที่ยวในป่า นอกเหนือจากจะช่วยป้องกันการกระแทกอย่างแรงของฝากระโปรงหน้าของเจ้าคาริเบียนที่เราๆ ท่านๆ ทราบกันดีว่ามันสามารถพิงกับคานบนของกระจกหน้าได้ ดังนั้นเจ้าการ์ดตัวนี้จะช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดจากการดีดขึ้นอย่างแรงของแรงลมที่งัดฝากระโปรงขณะรถวิ่ง อีกทั้งยังสามารถติดตั้งชุดอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อความจำเป็น หรือใช้ผูกยึดสิ่งของต่างๆ ในการค้างแรมในป่าก็ทำได้ ส่วนการตกแต่งภายในก็ไม่เน้นอะไรมาก มีแค่เบาะนั่งตอนหน้าเพียง 2 ตัว นอกนั้นทำการตีโรลบาร์เพิ่มความแข็งแรงให้ห้องโดยสารตลอดคัน และที่บริเวณตอนหน้าของคนนั่งซ้าย ติดตั้งคันโยกสำหรับให้โค-ไดรเวอร์ที่นั่งข้างๆ (ไม่ต้องนั่งเฉย) ช่วยคอนโทรลทิศทางการเบรกในทางแคบ

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

นกแขกเต้ากับชาวนา

 มีนกเขาแขกเต้าฝูงหนึ่งประมาณ ๕๐๐ ตัว อาศัยอยู่ในป่างิ้วบนยอดเขาแห่งหนึ่ง เมื่อถึง เวลา หากิน ฝูงนกเขาแขกเต้าต่างพากันบินไปกินข้าวสาลีในนาของชาวมคธ เมื่อกินข้าวสาลี อิ่มแล้วต่างก็บิน กลับรังด้วยปากเปล่า ๆ ทั้งนั้น ส่วนพญานกแขกเต้าผู้เป็นหัวหน้า เมื่อกินอิ่มแล้วยัง ต้องคาบข้าวสาลีอีก ๓ รวง กลับไปด้วย ชาวนาเห็นก็แปลกใจจึงพยายามดักจับพญานกแขกเต้า ให้ได้ ด้วยการสังเกตที่ยืน ของพญานกนั้นแล้ววางบ่วงดักไว้ วันหนึ่งพญานกถูกจับได้ ชาวนาจึง ถามพญานกว่า “ นกเอ๋ย ท้องของ ท่านคงจะใหญ่กว่าท้องของนกอื่น เพราะเมื่อท่านกินอิ่มแล้วยัง ต้องคาบรวงข้าวกลับอีกวันละ ๓ รวง เป็นเพราะท่านมียุ้งฉาง หรือเป็นเพราะเรามีเวรต่อกันมาก่อน ” พญานกตอบว่า “ ข้าพเจ้าไม่ได้มียุ้งฉาง และเราก็ไม่มีเวรต่อกัน แต่ที่คาบไปสามรวงนั้น รวงหนึ่งเอาไปใช้หนี้เก่า รวงหนึ่งเอาไปให้เขา และอีก รวงหนึ่งเอาไปฝังไว้ ” ชาวนาได้ฟังก็เกิด ความสงสัย จึงถามว่า “ ท่านเอารวงข้าวไปใช้หนี้ใครเอาไปให้ ใคร และเอาไปฝังไว้ที่ไหน ” พญานกแขกเต้าจึงตอบว่า “ รวงที่หนึ่ง เอาไปใช้หนี้เก่า คือเอาไปเลี้ยงดู พ่อแม่เพราะท่าน แก่แล้ว และเป็นผู้มี พระคุณอย่างมาก ทั้งให้กำเนิดและเลี้ยงดูข้าพเจ้าจนเติบใหญ่ นับ ว่าข้าพเจ้า เป็นหนี้ท่านจึงสมควรเอาไปใช้หนี้ ” “ รวงที่สอง เอาไปให้เขาคือเอาไปให้ลูกน้อยทั้งหลาย
ที่ยังเล็กอยู่ไม่สามารถหากินเองได้ เมื่อข้าพเจ้าเลี้ยงเขาในตอนนี้ ต่อไปยามข้าพเจ้าแก่เฒ่า เขาก็จะ เลี้ยงตอบแทนจัดเป็นการให้เขา ” “ รวงที่สาม เอาไปฝังไว้ คือ เอาไปทำบุญด้วยการให้ ทานกับนกที่แก่ ชรา นกที่พิการหรือเจ็บป่วยไม่สามารถหากินได้ เท่ากับเอาไปฝังไว้ เพราะบัณฑิต ทั้งหลายกล่าวเอาไว้ว่า การทำบุญเป็นการฝังขุมทรัพย์ไว้ ” ชาวนาได้ฟังแล้วเกิดความเลื่อมใสว่า นกนี้ เป็นนกกตัญญูพ่อแม่ เป็นนกที่มีความเมตตาต่อลูกน้อย ใจบุญมีปัญญารอบคอบ มองการณ์ ไกลพญานกได้อธิบายต่อไปว่า “ ข้าวสาลีที่ข้าพเจ้ากินเข้าไปนั้น ก็เปรียบเหมือนเอาทิ้งลง ไปในเหวไม่รู้จักเต็ม เพราะข้าพเจ้าต้องมา กินทุกวัน วันนี้กินแล้ว พรุ่งนี้ก็ต้องมากินอีก กินเท่าไรก็ไม่รู้จักเต็ม จะไม่กินก็ไม่ได้เพราะท้องหิวก็เป็นทุกข์ ” ชาวนาฟังแล้วจึง กล่าวว่า “ พญานกผู้มีปัญญา ทีแรกข้าพเจ้าคิดว่าท่านเป็นนกที่โลภมาก เพราะนกตัวอื่น
เขาหากินเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ไม่คาบอะไรไป ส่วนท่านบินมาหากินแล้วก็ยังคาบรวงข้าวกลับ ไปอีก แต่พอฟังท่านแล้วจึงรู้ว่าท่านไม่ได้คาบไปเพราะความโลภแต่คาบไปเพราะความดีคือเอา ไปเลี้ยงพ่อแม่ เอาไปเลี้ยงลูกน้อย และเอาไปทำบุญ ท่านทำดีจริง ๆ “ ชาวนามีจิตเลื่อมใสใน พญานกมาก จึงแก้เครื่อง ผูกออกจากเท้าพญานก ปล่อยให้เป็นอิสระแล้วมอบนาข้าวสาลีให้ พญานกรับนาข้าวสาลีไว้เพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งกะคะเนแล้วว่าเพียงพอต่อบริวาร จากนั้นจึงให้โอวาท แก่ชาวนาว่า “ ขอให้ท่านเป็นผู้ไม่ประมาท หมั่น สั่งสมกุศลด้วยการทำทาน และเลี้ยงดู พ่อ แม่ ผู้แก่เฒ่าด้วยเถิด ” ชาวนาได้คติจากข้อปฏิบัติของพญานก จึงตั้งใจทำบุญกุศลตั้งแต่นั้นมาจน ตลอดชีวิต นกแขกเต้าผู้มีปัญญารู้ว่าควรบริหารจัดการทรัพย์สินอย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อ ตนเอง ต่อครอบครัว และต่อสังคม นับเป็นการใช้ทรัพย์อย่างชาญฉลาด ที่ยิ่งใช้ก็ยิ่งมี ความสุขความเจริญ สุขทั้งกาย สุขทั้งใจ สุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต